จดหมายข่าว ห้องเรียน พ่อแม่

ลงวันที่ : 8 มิ.ย. 59 เข้าชม : 213 ครั้ง

คำพูดของพ่อแม่สำคัญจริงหรือ

          “คำพูด” สามารถเนรมิตอะไรตามต้องการได้ หรือทำลายอะไรก็ได้เช่นเดียวกัน เราคงเคยได้ยินคำว่า “ปลาหมอตายเพราะปาก” หรือ “พูดดีเป็นศรีแก่ปาก” มาแล้ว

          พ่อแม่จึงต้องตระหนักในคำพูดแต่ละคำกับลูก เพราะบางคำอาจทำให้ลูกเกิดอาการ “ยิ่งว่า ยิ่งยุ” หรือเกิดกำลังใจ เกิดความพยายามก็ได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

คำพูดเชิงลบ

- คำพูดที่กระตุ้นให้ลูกเกิดอาการ ยิ่งว่ายิ่งยุ

          ได้แก่ อย่าซน, อย่าดื้อ, อย่าพูดมาก, อย่าเลอะเทอะ, อย่าเหลวไหล, อย่าขี้เกียจ, อย่ารบกวน ฯลฯ

- คำพูดที่เป็นคำสั่ง ยิ่งทำให้ลูกไม่ชอบและต่อต้าน

          ได้แก่ ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้, อย่ารบกวนคนอื่น, เขียนให้สวยกว่านี้, หยุดเดี๋ยวนี้, รีบๆ หน่อย ตั้งใจฟังเดี๋ยวนี้ ฯลฯ

- คำว่า “ทำไม” ไม่ควรใช้ เพราะคำตอบของเด็กซึ่งอาจไม่ตรงใจเรา ทำให้เราหงุดหงิด ดุด่าเด็กได้

          ได้แก่ ทำไมเธอซนมาก, ทำไมพูดไม่รู้เรื่อง, ทำไมไม่ตั้งใจเรียน, ทำไมไม่รับผิดชอบ, ทำไมไม่ทำการบ้าน, ทำไมชอบพูดเสียงดัง

คำพูดเชิงบวก

          คำพูดที่ให้กำลังใจ ที่ต้องใช้บ่อยๆ เพราะเป็น “ยาวิเศษ” ที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี เกิดความรัก ความชอบในตัวผู้พูด เด็กจะตั้งใจและเกิดความพยายามที่จะปฏิบัติให้ดีที่สุด ได้แก่

  • มีความพยายามดีขึ้นมาก
  • มีความตั้งใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ฟังมากๆ จะมีความรู้มากขึ้น
  • ควรให้อภัยเมื่อคนอื่นทำผิดพลาด
  • วันนี้ดูหน้าตาสดชื่นแจ่มใสขึ้น
  • พูดดีๆ มีเพื่อนมากนะ
  • คนเก่งมักชอบฟัง
  • ฯลฯ

ถึงตรงนี้ คุณพ่อคุณแม่ ลองพิจารณาว่า “เรา” พูดอย่างไร เด็กๆ มีอาการ “ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ” หรือพูดอย่างไร เด็กๆ ได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น ถ้าคิดได้แล้ว ลงมือทำเลยครับ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ดีที่สุด ทำเพื่อลูก เป็นกำไรสูงสุดของชีวิต

 

 

 

โรคที่มากับหน้าฝน ภูมิแพ้ หรือ ไข้หวัด กันแน่

          เข้าหน้าฝนนี้ เวลาที่ท่านมีอาการ น้ำมูกไหล ไม่ว่าจะเป็นๆ หายๆ หรือเป็นเรื้อรัง ท่านสับสนไหมครับว่าเป็นอะไรกันแน่ระหว่างภูมิแพ้ หรือไข้หวัด ทำไมจึงนำเรื่องนี้มาพูดกัน เพราะว่าหากเราวิเคราะห์โรคผิด แน่นอนเราก็คงต้องรับประทานยาผิด ทำให้ไม่หายจากอาการดังกล่าว และผลที่ตามมาจากการรับประทานยาผิด

          โรคไข้หวัด เกิดจากอาการติดเชื้อไวรัสบริเวณจมูกและคอ ผู้ใหญ่มีอาการจาม และน้ำมูกไหลจะนำมาก่อน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเล็กน้อย แต่มักไม่ค่อยมีไข้ เชื้อจะออกจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย 2-3 ชั่วโมง และหมดใน 2 สัปดาห์ บางรายอาจมีอาการปวดหู เยื่อแก้วหู มีเลือดคั่ง บางรายเยื่อบุตาอักเสบ เจ็บคอกลืนลำบาก โรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน ตาอาจมีน้ำมูกไหลนานถึง 2 สัปดาห์ การป้องกันและดูแลร่างกายให้ปลอดจากโรคไข้หวัด คือ ไม่ควรอยู่ในเขตชุมชนที่มีการแพร่เชื้อ, พักผ่อนให้เพียงพอ, รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine)

          โรคภูมิแพ้ เกิดจากร่างกาย ตามเยื่อบุจมูก, ตา, หลอดลม สัมผัสกับสารอินทรีย์ในสิ่งแวดล้อม เช่น เกสรดอกไม้, ซากแมลง, ฝุ่น, เชื้อรา, ขนสัตว์ ฯลฯ เกิดปฏิกิริยาของระบบภูมิคุมกัน ทำให้เยื่อบุบวม มีน้ำมูกไหลจาม หลอดลมอักเสบ เกิดกับผู้ที่แพ้ต่อสิ่งสัมผัสเท่านั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะแพ้ และจะมีอาการเหมือนกันหมด ผู้ที่ไม่แพ้อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็เป็นได้ แต่สำหรับผู้ที่สัมผัสกับควันบุหรี่ ควันไอเสียรถยนต์ หรือสารเคมี กลิ่นฉุนๆ แล้วคัดจมูก แสบจมูก แน่นหน้าอก อาการเหล่านี้ไม่ใช่โรคภูมิแพ้ แต่เป็นผลของการระคายเคืองที่มีต่อเยื่อบุทางเดินหายใจโดยตรง ทุกคนที่สัมผัสก็จะมีอาการเหมือนกันหมด ความแตกต่างกันที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการทานยาแก้แพ้กลุ่ม Antihistamaine หรือ พ่นยากลุ่ม Topical Steroid จะลดอาการโรคภูมิแพ้ได้ แต่จะไม่สามารถป้องกันอากาศเป็นพิษ หรือกลิ่นไอที่ฉุนๆได้ โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย มักเกิดในช่วงเวลาเฉพาะ เช่น กลางคืน หรือตอนเช้า หรือมีมากในช่วงหนึ่งช่วงใดของปีที่มีเกสรดอกไม้ ต้นหญ้าในอากาศหนาแน่นมาก อย่างไรก็ตามเนื่องจากกลไกการเกิดอาการที่คล้ายคลึงกันทำให้โรคหวัดช่วง 1-2 วันแรก แยกได้ยากมากกับอาการโรคภูมิแพ้ หากไม่มีอากาไข้

          คนส่วนมากเข้าใจว่าถ้าจามบ่อยๆ มีน้ำมูกใส คัดจมูก ไอ เจ็บคอ คงคิดว่าเป็นภูมิแพ้ แต่ที่จริงอาจเป็นอาการของโรคโพรงจมูกอักเสบได้ ถ้ารักษาทางโรคภูมิแพ้ คือ กินยา ฉีดยา เป็นเวลาหลายๆ เดือน แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรจะไปพบแพทย์ หู-คอ-จมูก เพื่อตรวจให้ละเอียดว่ามีโรคไซนัส รัดสีดวงจมูก โครงสร้างจมูกตีบแคบหรือไม่ รวมทั้งต่อม Adenoid หลังจมูกโตมากในเด็กเล็ก อายุ 3-6 ปี เหล่านี้เป็นต้น เพราะวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน ไม่ควรปล่อยให้อาการเหล่านี้เรื้อรังนานๆ เพราะจะทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากขึ้น คนจำนวนไม่น้อย ที่รักษาด้วยยาภูมิแพ้เป็นเวลานานๆ อาการไม่ดีขึ้น พอเปลี่ยนมารักษาด้วยยาไซนัส ทานยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง 2-3 สัปดาห์ อาการกลับดีขึ้น จมูกก็หายบวมได้ หายใจได้คล่องขึ้น ผู้ที่ช่องจมูกแคบ ผนังกั้นจมูกคด หรือ ช่องเปิดไซนัสตีบแคบ เวลาอากาศเปลี่ยนฉับพลัน อากาศเย็นจะคัดจมูก จาม ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่โรคภูมิแพ้ มีหลายคนที่พบว่าหลังผ่าตัดแก้ไขช่องจมูกให้กว้างขึ้น เปิดช่องไซนัสให้สะดวก อาการจาม คัดจมูก ปวดศีรษะ ก็จะหายไปได้ เด็กเล็กอายุ 3-6 ขวบ น้ำมูกไหลตลอดปี ใสบ้าง ข้นบ้าง มีขี้มูกบ้าง ไอบ่อย นอนอ้าปากหายใจ อาจจะไม่ใช่โรคภูมิแพ้อย่างเดียว แต่เป็นเพราะต่อม Adenoid โต ขวางช่องหลังจมูก หรือมีโพลงจมูกอักเสบร่วมด้วย บางคนปวดหู หูอื้อร่วมด้วย

          ดังนั้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง จะทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ค่ะ

 

8 วิธีเสริมความฉลาดลูก

 

คุณพ่อคุณแม่มีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมความฉลาดของลูก โดยเฉพาะในช่วง 1-6 ปีนั้น จัดว่าเป็นช่วงจังหวะทองในการพัฒนาสมองของลูก พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญในการจัดสภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาความฉลาดของลูก ได้แก่


1. ฝึกสมองลูกจากการวาดภาพ แม้จะดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่การที่พ่อแม่ชวนลูกคุยเกี่ยวกับภาพวาดของลูก จะช่วยส่งเสริมจินตนาการของลูกได้

2. จัดมุมหนังสือหรือห้องสมุดเล็ก ๆ ภายในบ้าน แม้ลูกจะอยู่ในวัยที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก แต่ภาพสวย ๆ ในหนังสือจะช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากเปิดหนังสือดูหรือไม่ก็อยากให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง

3. เปิดโอกาสให้ลูกได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ ได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย

4. สอนลูกพับกระดาษ นอกจากเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมือแล้ว ยังช่วยพัฒนาสมองของลูกได้ด้วย

5. หมั่นถามคำถามให้ลูกได้ฝึกจินตนาการ และแสดงความคิดเห็น

6. ฝึกลูกให้รู้จักตัวเลข หัดนับจากสิ่งของที่มีความแตกต่างกัน ในเรื่องของรูปทรง สีสัน นอกจากจะทำให้ลูกเรียนรู้ความแตกต่างของรูปทรง และสีสันแล้ว ยังทำให้ลูกเข้าใจตัวเลขมากขึ้น

7. สอนให้ลูกรู้จักประดิษฐ์ของเล่น โดยนำวัสดุเหลือใช้ภายในบ้าน เช่น กล่องนม ใบไม้ ขวดน้ำ หรือก้อนหิน มาดัดแปลง จะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้ดี

8. ส่งเสริมให้ลูกได้มีการเคลื่อนไหวมาก ๆ เพราะเมื่อร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว จะทำให้มีการนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ของสมองได้มากขึ้น

หากคุณพ่อคุณแม่รักและเอาใจใส่ ส่งเสริมให้ลูกได้ฝึกคิดบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกพัฒนาความฉลาดได้เต็มศักยภาพค่ะ