สารพันข้อคิดพิชิตปัญหาเรื่องกิน

ลงวันที่ : 7 พ.ค. 59 เข้าชม : 462 ครั้ง

 
 

       

“ปาป๊ากะมาม๊าช่างไม่รู้ใจหนูบ้างเล้ย ก็อิ่มแล้วนี่นาถึงได้อมข้าว” 
“เบื๊อ เบื่อ เบื่ออาหารที่ซู้ดเลย บังคับหนูให้กินอยู่ได้”
“เห็นใจกันบ้างซี ก็หนูยังติดนมขวดนี่นา เลยไม่อยากกินข้าว”
“บรื้ออออ...ผักอีกแล้ว น่ากลัวที่สุดเลย หนูทำใจไม่ได้”
“อย่ามาว่าหนูกินยากนะ ก็ไม่อยากกินนี่นา”
...บ่น บ่น บ่น บ่น... เฮ้อออออ...แล้วจะมีใครรู้ความในใจที่หนูเก็บเอาไว้ข้างในบ้างไหมเนี่ย


ข้อคิด บทที่ 1
เมื่อน้องใบเตยชอบ อมข้าว

น้องใบเตยก็เหมือนเด็กส่วนใหญ่ที่ชอบอมข้าว แล้วชอบฉวยโอกาสสอนคุณพ่อคุณแม่ให้รับรู้ไปในตัวว่า “หนูทำแบบนี้แปลว่าหนูอิ่มแล้ว” จึงอมข้าวเป็นชั่วโมง แล้วรอดูเชิงว่าคุณแม่จะทำเช่นไร ดูไปดูมาก็เผลอตัวกลืนข้าวลงคอ คุณแม่ได้โอกาสรีบป้อนคำต่อไปทันที เรียกว่าใช้เวลาในการป้อนแต่ละมื้อนานร่วม 2-3 ชั่วโมงเชียวล่ะ

คิดถึงใจลูกสักนิด การที่ลูกชอบอมข้าว แสดงว่าลูกเบื่อ ไม่หิว แล้วก็ต่อต้านวิธการต่างๆ นานา ที่พ่อแม่บีบบังคับ หรือใช้เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ และการฝึกลูกไม่ถูกวิธีก็ทำให้ลูกชอบอมข้าวได้ เช่น ไม่ยอมให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง ขาดแบบอย่างที่ดีในการกิน เช่น พ่อแม่ลูกกินข้าวกันคนละเวลา

บรรยากาศในการกินไม่ดี และขาดการออกกำลังกาย รวมทั้งถูกตัดกำลัง โดยได้กินขนม อาหารอื่นๆ ระหว่างมื้อจนไม่หิวเมื่อถึงเวลาอาหาร

อมข้าว แก้ไขได้
- เข้าใจความรู้สึกของลูกว่าลูกไม่หิว เมื่อถูกบังคับให้กิน ลูกจะลำบากใจขนาดไหน ครั้นจะขัดขวางไม่ยอมแม่ เดี๋ยวแม่ก็จะไม่รัก แต่จะกล้ำกลืนฝืนกินเข้าไปในขณะที่ยังไม่หิว ก็จะอึดอัดและทรมาน ดังนั้น เมื่อลูกเริ่มอมข้าว ก็แสดงว่าลูกอิ่ม อยากให้หยุดป้อน หรือหยุดตื้อให้ลูกกิน คุณแม่ควรหยุดไปก่อนค่ะ

- เปลี่ยนวิธีการให้อาหาร โดยเฉพาะวัย 1-5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด อยากทำอะไรเอง ต้องการที่จะเลียนแบบ และทดสอบทำอะไรด้วยตัวเอง ดังนั้น พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการกิน ถึงเวลากินให้กินไม่อ้อยอิ่ง ฝึกลูกให้รู้สึกการกินที่เหมาะสม โดยให้ลูกช่วยเหลือตัวเองเรื่องกิน ป้อนข้างเอง ตักข้าวเอง หรืออื่นๆ ให้เร็วที่สุดตั้งแต่อายุ 1 ปี

- ไม่ควรใช้วิธีปล่อยให้ลูกวิ่งเล่น โดยมีพี่เลี้ยงคอยตามป้อนเวลาเผลอ หรือแม่คอยตามตื้อ เปิดทีวีล่อให้ลูกหัวเราะแล้วป้อน หรือบังคับให้ลูกนั่งข้างตัว แล้วบีบปากเพื่อตักอาหารเข้าปาก สั่งให้เคี้ยวบังคับให้กลืน โดยไม่สนใจกับความรู้สึกของลูก หรือใช้วิธีชงนมทิ้งไว้ให้ เหมือนบอกไปในตัวว่า กินข้าวนิดหน่อยไม่เป็นไรยังมีนมแทน เหล่านี้ไม่ถูกต้องค่ะ


การเลี้ยงลูก, การกิน, ลูกเบื่ออาหาร, อมข้าว
ข้อคิด บทที่ 2
เมื่อน้องน่านน้ำ เบื่ออาหาร

น้องน่านน้ำก็เหมือนเด็กทั่วไปที่อาจเบื่อข้าวขึ้นมาได้ เพราะการเบื่อข้าวถือเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่เกิดขึ้นเป็นปกติตามวัย ซึ่งเด็กมักห่วงเล่น อยากรู้อยากเห็น อยากทำอะไรต่ออะไรด้วยตัวเอง ทำให้ไม่สนใจกิน และกินได้ไม่มาก น้ำหนักก็ขึ้นช้าไปตามด้วย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับขวบปีแรกค่ะ

คิดถึงใจลูกสักนิด เด็กมักเบื่ออาหารได้ทุกคน ยิ่งถ้าถูกเลี้ยงดูไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ได้ฝึกให้กินอาหารหยาบขึ้นเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม เช่น ช่วงที่ฟันกำลังขึ้น 6 เดือนขึ้นไป หรือถูกบังคับให้กิน ทำให้เกิดการต่อต้าน ถูกยอมให้ดูทีวีไปกินไปจนรู้สึกไม่สนใจอาหาร หรือติดนิสัยต้องคอยตามป้อนไปเรื่อย หรือให้อาหารไม่เป็นเวลา อาหารซ้ำซาก น่าเบื่อ แต่บางครั้งที่ลูกไม่กินข้าว เบื่ออาหาร เพราะไม่สบาย เช่น เจ็บเหงือก ปวดฟันได้เช่นกัน

เบื่ออาหาร แก้ไขได้
- ก่อนอื่นต้องเข้าใจพัฒนาการและการให้อาหารเสริมที่เหมาะตามวัยของลูก เช่น ไม่ต้องบดอาหาร หรือปั่นละเอียดเมื่อเริ่มมีฟันขึ้น แต่ให้อาหารแข็งๆ เช่น ฝรั่งหรือมะม่วงเกือบสุกหั่นชิ้น

- เน้นอาหารที่มีคุณค่า และให้พลังงานสูง เช่น อาหารพวกโปรตีน ไข่ เนื้อสัตว์ นม รวมทั้งอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง และตักให้ลูกแต่พอดี ไม่มากไป น้อยไป

- ยอมให้ลูกตักข้าวกินเอง โดยยอมให้หกเลอะเทอะกันบ้าง เพื่อพัฒนาการเรียนรู้เรื่องกินที่ดีของลูก

- สร้างบรรยากาศที่เหมาะสม โดยให้ลูกร่วมโต๊ะอาหารพร้อมพ่อแม่ และพ่อแม่ก็ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการกิน เช่น กินผักให้ลูกเห็น ลูกจะได้เรียนรู้และปรับตัวให้กินผักได้ และให้ลูกรู้จักเลือกกินอาหารเอง

- กำหนดเวลาอาหารในแต่ละมื้อ ไม่ควรเกิน 30-45 นาที โดยให้กินร่วมกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นแบบอย่างของการกินที่เหมาะสม และขณะกินข้าวไม่ควรมีสิ่งที่จะมาเบี่ยงเบนความสนใจจากลูก หรือกินเสร็จจึงค่อยให้เล่น

- เปลี่ยนรูปแบบอาหารให้มีสีสันต่างๆ ปัจจุบันมีเมนูที่ทำง่าย และพ่อแม่ลูกก็ทำกิจกรรมนี้ร่วมกันได้ แต่ถ้าลูกมีปัญหากินน้อยลงกว่าเดิม หรือน้ำหนักไม่ขึ้น อาจต้องปรึกษาแพทย์


การเลี้ยงลูก, การกิน, ลูกเบื่ออาหาร, อมข้าว
ข้อคิด บทที่ 3
เมื่อน้องภูเขายังติดขวดนม

น้องภูเขาโตมากแล้ว แต่ยังติดนมอยู่เลย ทำให้กินข้าวได้น้อย บางทีก็หลับคาขวดนม เด็กหลายคนที่โตแล้วก็เป็นกันได้ อยู่โรงเรียนอาจไม่กล้าทำ เพราะอายครู อายเพื่อน แต่พอกลับมาบ้านก็เรียกร้องจะกินนมขวดจากพ่อแม่ พอติดนมขวดมากเข้า และนานเข้า ฟันลูกก็จะผุในเวลาต่อมา และมีพัฒนาการในการกินอาหารตามแบบผู้ใหญ่ช้าลงด้วยค่ะ

คิดถึงใจลูกสักนิด เด็กที่ติดขวดนมมักเกิดจากพ่อแม่ใจอ่อน ยอมเมื่อลูกร้องขอนมขวด แถมยังปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร เพราะลูกกินอาหารได้น้อยก็น่าจะให้นมเสริม เลยทำให้ลูกติดนมขวด ไม่ยอมกินอาหารอื่นๆ หรือพ่อแม่ยังให้ความสำคัญกับนมอยู่มากเกินไป โดยเฉพาะนมระหว่างมื้ออาหาร ประกอบกับไม่เคยถูกฝึกให้กินข้าว อาหาร ด้วยตนเองเมื่อไม่เคยกินข้าว อาหารจากช้อนด้วยตนเองก็ทำให้การพัฒนาการด้านนี้ช้าไป ประกอบกับถ้าอายุมากขึ้นเด็กจะมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น จะดื้อ ไม่ยอมทำตามคำสั่ง

ติดนมขวด แก้ไขได้
- ให้ลูกเลิกกินนมขวดโดยเด็ดขาด แต่ฝึกให้ดื่มจากแก้วแทนค่ะ อายุที่ควรเลิกกินนมขวด คือ 1-1 ½ ปี ถ้าเลิกช้ากว่านี้ จะแก้ไขได้ยากเพราะลูกจะติดเคยชินกับการนอนดูดนมแบบสบายๆ ไม่มีใครมากวน

- ถ้าเลิกกินนมจากขวดช้าไปแล้ว พ่อแม่ต้องใช้ความพยายามมากหน่อย แล้วต้องทำใจแข็งให้มากในการให้ลูกเลิกกินนมจากขวด เพราะลูกจะร้องไห้เป็นการใหญ่ เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองจะกินนมจากขวดอีก

- ให้อาหารในเวลาที่ลูกหิวจริงๆ ถ้าลูกไม่หิว พ่อแม่ก็แทบจะทำให้ลูกกินอาหารที่ต้องการได้ยาก ดังนั้น ควรนำความหิวมาแก้ไขปัญหา โดยหยุดการให้นมระหว่างมื้อ แล้วนำอาหารที่มีคุณค่ามาให้ลูกกินแทน

- เลือกอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่ให้ลูกกิน เด็กที่กินแต่ขวดนม ไม่ยอมกินข้าว ร่างกายก็ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แถมพลังงานจากนมก็ไม่เพียงพอต่อการเติบโตของลูก แล้วยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนาน ทำให้ลูกไม่หิว ทั้งๆ ที่พลังงานที่ได้จากสารอาหารไม่พอ แถมยังมีปัญหาฟันผุบริเวณคอฟันและเป็นหลายๆ ซี่ด้วยค่ะ


การเลี้ยงลูก, การกิน, ลูกเบื่ออาหาร, อมข้าว
ข้อคิด บทที่ 4
เมื่อน้องตะวัน ไม่ชอบกินผัก

น้องตะวันยังคงมีพฤติกรรมไม่กินผักจนพ่อแม่หนักใจ ซึ่งความจริงแล้วก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบกินผักกันทั้งนั้น เมื่อเห็นผักก็มักเขี่ยไปให้พ้นจานข้าวเสมอ ถึงแม้พ่อแม่จะออกโรงโฆษณาสรรพคุณของผักว่าดีอย่างโน้นอย่างนี้แล้วก็ตาม ลูกก็ยังทำหน้าบูดเบี้ยว ไม่ชอบกินผักอยู่ดี

คิดถึงใจลูกสักนิด การที่ลูกไม่ชอบกินผักก็มักมีสาเหตุมาจากพ่อแม่ไม่ชอบกินผักด้วยเหมือนกัน อาหารที่บ้านมักไม่ค่อยมีผักติดครัวให้ลูกเห็น ครั้นจะบอกให้ลูกกินผักทั้งที่พ่อแม่ไม่กิน ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ลูกไม่ยอมแน่ ดังนั้น พ่อแม่ต้องหันมาปรับตัวให้เป็นคนกินผักจนติดเป็นนิสัยให้ได้ก่อน ลูกจะได้กินผักเลียนแบบตามไปด้วย

ไม่ชอบกินผัก แก้ไขได้
- ก่อนอื่นต้องรู้จักเลือกผักให้ลูกอย่างเหมาะสมกับวัย ครั้งแรกที่เริ่มให้ ควรเป็นผักนิ่มๆ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวก่อน เช่น ฟักต้ม ผักโขม ผักกาดขาว แครอท ฟักทอง ถั่วฟักยาว ต้มเปื่อยใส่ในอาหารให้ลูกเคยชิน หรือจะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ลูกหยิบกินเองก็ได้ ลูกจะได้มีส่วนเลือกผักได้ด้วยตัวเอง

- ยกตัวอย่างฮีโร่ในดวงใจ เช่น ป๊อปอาย ให้ลูกรู้ว่าเขาแข็งแรง สู้ได้ไม่มีถอย เพราะกินผัก เมื่อใดที่ไม่กินก็ขาดพลัง ถือโอกาสตอนลูกเมื่อเห็นว่าลูกวิ่งแล้วเหนื่อยหอบ หรืออ่อนแอว่าที่เหนื่อยแบบนี้ เป็นเพราะลูกไม่ได้กินผักเหมือนป๊อปอาย จะทำให้ลูกกินได้เอง ถึงยังไม่กินในมื้อนี้ ก็อาจยอมกินผักในมื้อต่อไป

- ให้ลูกคุ้นเคยกับผักอยู่เสมอตั้งแต่ยังเล็ก โดยเฉพาะช่วงวัยกำลังซนที่เริ่นคลาน หยิบจับของก็ให้เปลี่ยนจากของเล่นให้เป็นผักสดที่สะอาดหลายชนิดให้อยู่รอบตัว เช่น ถั่วฟักยาว ข้าวโพดอ่อน ฟักทองแท่ง แครอท เด็กส่วนมากหยิบได้ก็มักใส่ปากกัด เคี้ยวทันที ทำให้ลูกคุ้นเคยกับผัก ชอบกินผักได้ ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวหรือไม่อร่อยอีกต่อไป

- เปลี่ยนเมนูไม่ให้จำเจ หรือเปลี่ยนความคิด เช่น ลูกไม่ชอบกินข้าวโพดอ่อน ถั่วฝักยาว แทนที่จะผัดให้เห็นเป็นรูปร่างผัก ก็นำมาชุบแป้งทอด แล้วตั้งชื่อให้ดูน่าตื่นเต้น เช่น ถั่วใส่เสื้อเกราะ นางฟ้าแครอท หรือนำผักที่ลูกไม่ชอบมาแปลงโฉมใหม่ เช่น แกะสลักเป็นตัวการ์ตูนที่ลูกชื่นชอบ เป็นต้น


การเลี้ยงลูก, การกิน, ลูกเบื่ออาหาร, อมข้าว
ข้อคิด บทที่ 5
เมื่อน้องแสงจันทร์ กินยาก

น้องแสงจันทร์มักถูกเคี่ยวเข็ญให้กินข้าวอยู่เรื่อยเหมือนกับเด็กทั้งหลาย กว่าจะกินได้แต่ละครั้งก็ยากนัก ต้องบังคับ อ้อนวอน ขู่เข็ญ จึงจะยอมกิน แถมบางทีบังคับมากๆ เข้าก็ประท้วงหรือต่อต้าน ทำหน้าบูดบึ้ง แล้วก็ไม่ยอมกินในเวลาอาหารอีก บรรยากาศการกินก็เต็มไปด้วยความเครียด สร้างความเหนื่อยใจให้กับพ่อแม่ได้ทุกวัน

คิดถึงใจลูกสักนิด เด็กมักกินยากได้หลายสาเหตุ ทั้งจากการเลียนแบบพฤติกรรม คือ มีคนกินข้าวยากอยู่ในบ้าน หรือไม่หิวเนื่องจากมีการนำอาหารอื่น เช่น นม หรืออาหารว่างมาให้กินก่อนเวลาอาหาร ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม หรืออยากเรียกร้องความสนใจ ไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เท่าที่ควร ลูกก็จะไม่ยอมกินเพื่อเป็นการแสดงออกว่าบ้านหลังนี้ก็ยังมีหนูคนนี้อยู่ด้วยอีกคนนะ

กินยาก แก้ไขได้
- ให้เวลากับลูก พูดคุยถามไถ่ความรู้สึกของลูกบ้าง เพื่อให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่รักและสนใจลูกเสมอ

- ให้ลูกได้วิ่งเล่นออกกำลังกาย ทำกิจกรรมสนุกๆ ที่ใช้พลังด้วยกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายลูกแข็งแรงแล้ว ทำให้สัมพันธภาพของพ่อแม่ลูกดีขึ้น หลังการเล่นยังทำให้ลูกเกิดความหิว ทำให้กินได้ง่ายขึ้นด้วย

- สร้างบรรยากาศที่ดีบนโต๊ะอาหาร เช่น ให้ลูกได้กินข้าวพร้อมหน้าพ่อแม่ ให้ลูกได้เห็นพ่อแม่หรือคนอื่นมาร่วมวงกินข้าว แล้วกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย หรือให้ลูกได้ตักอาหารเองบ้าง จะทำให้ลูกกินได้ดี

- สนันสนุนให้ลูกตั้งวงกินข้าวพร้อมเพื่อนวัยเดียวกันบ้าง ลูกจะได้รู้สึกสนุก และกินอาหารได้มากขึ้น

- ให้ลูกรับผิดชอบการกิน และให้ช่วยตัวเองมากที่สุด เช่น หยิบจานมาให้แม่ตักอาหารให้ หรือตักกับข้าวกินเอง และให้โอกาสเลือกตักอาหารที่มีอยู่บนโต๊ะอาหารมาใส่จานกินเอง

- ยอมรับปริมาณอาหารที่ลูกกิน ถ้าลูกตักกินน้อยก็อย่าได้กังวลใจ แต่ควรลดปริมาณนมระหว่างมื้ออาหารลง โดยเฉพาะนมหลังอาหารควรเลิกไปเลยจะดีกว่าค่ะ

- เปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้ที่จะกะปริมาณอาหารที่กินในแต่ละมื้อเอง เช่น ตักข้าวเท่านี้ ตักกับข้าวเท่านั้นพอ หรืออื่นๆ ตามความต้องการ เพื่อช่วยให้ลูกเกิดรู้สึกดีต่อการกินที่เป็นอิสระของตัวเอง เป็นต้น